วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทักษะการพูด

ทักษะการพูด

ความสำคัญของการสื่อสารด้วยการพูด

            การพูดมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เป็นอันมากไม่ว่าจะอยู่ที่ใดประกอบกับกิจการงานใดหรือคบหา สมาคมกับผู้ใด ผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจการงาน การคบหาสมาคมกับผู้อื่นตลอดจน
การทำประโยชน์แก่สังคม ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีประสิทธิภาพในการพูดทั้งสิ้น

            การพูดมีความสำคัญต่อตนเอง    เพราะถ้าผู้พูดมีศิลปะในการพูดก็จะเป็นคุณแก่ตนเองส่วนในด้านสังคมนั้น เนื่องจากเราต้องคบหาสมาคมและพึ่งพาอาศัยกัน    การที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนั้นจำเป็นต้องเป็นคนที่พูดดีคือพูดไพเราะ    น่าฟัง และพูดถูกต้องด้วยมารยาทในการพูด  การพูดของคนเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหลักเกณฑ์    รู้จักกาลเวลา และที่สำคัญต้องคำนึงถึงมารยาทที่ดีในการพูดด้วย 

มารยาทในการพูดแบ่งเป็น    2 ประเภท คือ



  1. มารยาทในการพูดระหว่างบุคคล 
  2. มารยาทในการพูดในที่สาธารณะมารยาทในการพูดระหว่างบุคคล มีดังนี้
  • เรื่องที่พูดควรเป็นเรื่องที่ทั้ง 2 ฝ่าย มีความสนใจและพอใจร่วมกัน 
  • ไม่พูดเรื่องของตนเองมากจนเกินไป ควรฟังในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งพูด ไม่สอดแทรกเมื่อเขา     พูดยังไม่จบ 
  • พูดตรงประเด็น อาจออกนอกเรื่องบ้างพอผ่อนคลายอารมณ์
  • เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่บังคับให้ผู้อื่นเชื่อหรือคิดเหมือนตน  ฯลฯมารยาทในการพูดในที่สาธารณะ  การพูดในที่สาธารณะต้องรักษามารยาทให้มากกว่าการพูดระหว่างบุคคล    เพราะการพูดในที่สาธารณะนั้น ย่อมมีผู้ฟังซึ่งมาจากที่ต่าง กัน มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ  และพื้นฐานความรู้ ความสนใจและรสนิยมต่างกันไป มารยาทในการพูดระหว่างบุคคลอาจนำมาใช้ได้และควรปฏิบัติเพิ่มเติมดังนี้
  1. แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยเหมาะแก่โอกาสและสถานที่ 
  2. มาถึงสถานที่พูดให้ตรงเวลาหรือก่อนเวลาเล็กน้อย 
  3. ก่อนพูดควรแสดงความเคารพต่อผู้ฟังตามธรรมเนียมนิยม 
  4. ไม่แสดงกิริยาอาการอันไม่สมควรต่อหน้าที่ประชุม 
  5. ใช้คำพูดที่ให้เกียรติแก่ผู้ฟังเสมอ 
  6. ไม่พูดพาดพิงถึงเรื่องส่วนตัวของบุคคลอื่นในที่ประชุม 
  7. ไม่พูดหยาบโลนหรือตลกคะนอง
  8. พูดให้ดังพอได้ยินทั่วกันและไม่พูดเกินเวลาที่กำหนด         
       การสื่อสารด้วยการพูดไม่ว่าจะเป็นการพูดกับคนเพียงคนเดียวหรือพูดกับคนจำนวนมาก    จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้พูดทุกคนต้องมีมารยาท ถ้าขาดหรือละเลยต่อมารยาทในการพูด แล้วอาจทำให้การพูดประสบความล้มเหลว หรือไม่ประสบความสำเร็จได้ข้อควรคำนึงในการสื่อสารด้วยการพูดการพูดจะสัมฤทธิผลหรือไม่เพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการที่ผู้พูดได้วิเคราะห์องค์ประกอบสำคัญในการพูดให้ถ่องแท้หรือไม่ มีการเตรียมพร้อมเพียงใดก่อนที่จะพูด ฉะนั้นการพูดจึงมีข้อควรคำนึงดังนี้การพูดให้เหมาะสมกับบุคคล  

          ต้องวิเคราะห์ในเรื่องต่อไปนี้    คือ วัย เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ ความสนใจพิเศษเพื่อเตรียมเรื่องที่จะพูดได้อย่างเหมาะสมการพูดให้เหมาะกับกาลเทศะ            ควรพิจารณาว่าจะพูดในโอกาสใด    การพูดนั้นเป็นทางการมากน้อยแค่ไหนการพูดให้ผู้อื่นเข้าใจตรงตามความประสงค์  

          ควรใช้ภาษาบ่งบอกความต้องการหรือความมุ่งหมายให้ชัดเจน  หลีกเลี่ยงการตีความหลายแง่หลายมุมการพูดสรุปใจความสำคัญจากเรื่องที่ฟังหรืออ่าน            เป็นการพัฒนาการใช้ภาษาให้สัมพันธ์กันทุกด้าน    และอาศัยความสามารถในการสรุปความจากเรื่องที่ฟังหรืออ่านได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้รับสารเข้าใจเจตนาของผู้ส่งสารได้อย่างถูกต้องรวดเร็วการพูดแสดงความคิดเห็น   

         เป็นการใช้ทักษะ การฟัง การอ่าน การพูด และการคิดให้สัมพันธ์กัน ต้องอาศัยการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ  เพราะการพูดแสดงความคิดเห็นผู้พูดต้องใช้ทั้งความรู้ ความคิด เหตุผลหรือหลักการต่าง    หลายอย่างประกอบกัน ความคิดเห็นจึงจะมีคุณค่าน่าเชื่อถือประโยชน์ของการสื่อสารด้วยการพูดการสื่อสารด้วยการพูดนับว่ามีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของคนเราเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะสังคมปัจจุบันยังต้องอาศัยการพูดเป็นหลักหรือเป็นหัวใจสำคัญในการติดต่อสื่อสาร ทั้งต่อบุคคลหรือต่อกลุ่มคน ดังนั้นจึงอาจจะแยกประโยชน์ของการสื่อสารด้วยการพูดออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

  1. ประโยชน์ต่อตนเอง 
  2. ประโยชน์ต่อสังคมการพูดมีประโยชน์ต่อตนเอง            เพราะเป็นการถ่ายทอดความรู้    ความคิด ความรู้สึกของผู้พูดไปยังผู้ฟัง การพูดจะช่วยให้เราทำกิจการงานต่าง ได้สำเร็จ    และช่วยให้เกิดมิตรภาพ ตลอดจนความเข้าใจซึ่งกันและกันได้ การพูดมีประโยชน์ต่อสังคม            เพราะเป็นการแลกเปลี่ยน    ความรู้ ความคิด และความรู้สึกซึ่งกันและกัน การพูดที่มีเจตนาดีและสร้างสรรค์จะช่วยพัฒนาสังคมได้มาก    ในบางครั้งการพูดอาจทำให้เกิดความสุข ความบันเทิงแก่ผู้อื่นได้อีกด้วย
    หลังจากผู้อ่านได้ศึกษาเนื้อหา    เรื่องพูดดีมีค่าพัฒนาตนเองมาแล้ว คงบอกได้แล้วว่าการสื่อสารด้วยการพูดมีความสำคัญต่อมนุษย์เราเป็นอย่างยิ่ง    การพูดที่ดี เหมาะสมกับเวลา โอกาส บุคคล และเนื้อหา สาระ จะช่วยให้การพูดประสบผลสำเร็จ    หากมีการฝึกพูดด้วยวิธีการและหลักการที่ถูกต้องสม่ำเสมอ ก็จะช่วยพัฒนาตัวเองได้อย่างดี

ทักษะด้านการอ่าน

ทักษะด้านการอ่าน

ความสำคัญของการอ่าน

การอ่านเป็นพฤติกรรมการรับสารอย่างหนึ่ง    กล่าวคือเป็นการรับรู้เรื่องราวโดยใช้สายตามองดูตัวอักษร แล้วสมองก็จะลำดับเป็นถ้อยคำ    ประโยค และข้อความต่าง เกิดเป็นเรื่องราวตามความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านแต่ละคน    การอ่านช่วยให้เราสามารถติดตามความเคลื่อนไหว ความก้าวหน้า และความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายได้ทันต่อเหตุการณ์  ฉะนั้นการอ่านจึงเป็นความจำเป็นต่อชีวิต ของทุกคนในปัจจุบัน

            การอ่านมีความสำคัญต่อตนเอง    

เพราะการอ่านทำให้เราได้รับความรู้ความเพลิดเพลินมีความคิดทันโลก ทันเหตุการณ์  และเข้าสังคมได้ดี

            การอ่านมีความสำคัญต่อสังคม 

  เพราะคนในสังคมจำนวนมากจะได้รับความรู้ ความเพลิดเพลิน และความจรรโลงใจจากการอ่าน    ฉะนั้น สารที่อ่านในโอกาสสำคัญต่าง จะผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนไม่ได้ เพราะมักมีผู้นำไปอ้างอิงหรือเผยแพร่เป็นลายลักษณ์อักษรอยู่เสมอ หากผิดพลาดก็จะเป็นผลเสียหายได้ นอกจากนี้เมื่อเราจะอ่านให้ผู้อื่นฟังเราก็ควรอ่านให้น่าฟังคือ

  1. อ่านให้ผู้ฟังได้รับสารจากบทที่อ่านนั้นครบถ้วนทั้งสารที่สำคัญที่สุดและสารที่สำคัญ        รอง ลงไป
  2. อ่านให้ผู้ฟังสนใจฟังอยู่ตลอดเวลา

ประเภทของการอ่าน

การอ่าน เป็นวิธีสื่อสารที่เป็นได้ทั้งการส่งสารและการรับสาร การอ่านแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. การอ่านออกเสียง

วิธีอ่านออกเสียงประกอบด้วย

  1. อ่านออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน
  2. อ่านเสียงดัง ฟังได้ทั่วถึง
  3. อ่านให้เป็นเสียงพูดธรรมชาติ
  4.  รู้จักทอดจังหวะและลมหายใจ  ฯลฯ
   การอ่านออกเสียงเป็นได้ทั้งการรับสารและการส่งสาร    ส่วนการอ่านในใจจะเป็นได้เฉพาะการรับสารเพียงทางเดียวเท่านั้น            การอ่านออกเสียง หมายถึงการอ่านที่ผู้อื่นสามารถได้ยินเสียง    การอ่านออกเสียงมักไม่นิยมอ่านเพื่อการรับสารโดยตรงเพียงคนเดียว เว้นแต่การอ่านบทประพันธ์เป็นท่วงทำนองเพื่อความไพเราะเพลิดเพลิน    ส่วนใหญ่การอ่านออกเสียงมักเป็นการอ่านให้ผู้อื่นฟัง            การอ่านออกเสียงให้ผู้อื่นฟัง    จะต้องอ่านให้ชัดเจน ถูกต้องได้ข้อความครบถ้วนสมบูรณ์ มีลีลาการอ่านที่น่าสนใจและน่าติดตามฟังจนจบ

2. การอ่านในใจ

วิธีอ่านในใจประกอบด้วย
  1. ตั้งสมาธิให้แน่วแน่
  2. กะช่วงสายตาให้ยาว
  3. ไม่อ่านย้อนไปย้อนมา
  4. ไม่ออกเสียงเวลาอ่าน ฯลฯ
การอ่านออกเสียงโดยทั่วไปนั้น  มีทั้งการอ่านร้อยแก้วและร้อยกรอง การอ่านแต่ละชนิดมีข้อควรปฏิบัติแตกต่างกันการอ่านออกเสียงร้อยแก้ว ควรปฏิบัติดังนี้
  • ออกเสียงให้ดังชัดเจนถูกต้อง เพราะถ้าออกเสียงผิดจะทำให้ความหมายผิดไปด้วย
  • อ่านเว้นวรรคตอนให้กว้าง  อย่าแบ่งช่วงสั้นเกินไป จะทำให้เสียจังหวะการอ่าน
  • อ่านให้ถูกต้องตามหลักภาษา เช่น การอ่านอักษรนำและคำสมาส เป็นต้น
  • อ่านให้มีเสียงสูง  ต่ำ  หลายระดับ เหมือนพูดคุยตามปกติ
  • ไม่อ่านช้าจนน่ารำคาญหรืออ่านเร็วจนลิ้นรัวไม่ชัดเจน
การอ่านออกเสียงร้อยกรอง    หรือการอ่านทำนองเสนาะ  เป็นการอ่านที่ทำให้เสียงเสนาะหู น่าฟัง มีทำนองลีลามีการใช้เสียงและมีจังหวะแตกต่างกันไปตามชนิดของบทร้อยกรอง มีข้อควรปฏิบัติดังนี้
  • นำบทร้อยกรองที่จะต้องอ่านทำนองเสนาะมาศึกษาเสียก่อนว่าเป็นบทร้อยกรองประเภทใด
  • ศึกษาลักษณะบังคับของบทร้อยกรองประเภทนั้น  เพื่อจับจังหวะสัมผัสและศึกษาลีลาการอ่าน
  • ฝึกอ่านออกเสียงธรรมดาก่อน แล้วจึงหัดจับจังหวะ จับสัมผัสและออกเสียง 
  • ก่อนอ่านทำนองเสนาะ ควรฟังตัวอย่างการอ่านหลาย  ครั้ง แล้วหัดออกเสียงตาม
  • ใช้เสียงให้เหมาะกับบรรยากาศของข้อความที่อ่าน เช่น รัก โศก ปลุกใจ
  • เมื่ออ่านทำนองเสนาะได้แล้ว ควรฝึกซ้อมอยู่เสมอเพื่อให้คล่องและจำได้  

จุดมุ่งหมายของการอ่าน

การสื่อสารด้วยการอ่านหนังสือทุกครั้ง    ผู้อ่านจะต้องมีการตั้งจุดประสงค์การอ่านเสมอ จุดประสงค์ของการอ่านแต่ละครั้งอาจจะเหมือนหรือต่างกันก็ได้   
จุดประสงค์โดยทั่วไปของการอ่านได้แก่             

  1.  การอ่านเพื่อจับใจความ   เป็นการสรุปสาระสำคัญของเรื่อง ทำให้เข้าใจเรื่องได้ครบถ้วนตรงตามที่ผู้เขียนต้องการอย่างรวดเร็ว     การฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความ ผู้อ่านจะต้องเข้าใจความหมายของคำและสำนวนในเรื่อง  สามารถลำดับเหตุการณ์  และลำดับความคิดแยกได้ว่า ใจความใดเป็นความสำคัญและใจความใดเป็นใจความรอง          
  2. การอ่านเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ นับเป็นการสร้างนิสัยรักการอ่านที่พึงปฏิบัติและมีประโยชน์อย่างยิ่งแต่การที่จะเพิ่มคุณค่าและประโยชน์ให้กับ การอ่านนั้น ผู้อ่านควรจดบันทึกสาระสำคัญของเรื่องที่อ่าน และสามารถแนะนำหนังสือที่น่าอ่านแก่ผู้อื่นได้ด้วย            
  3. การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ คือ รู้จักใคร่ครวญ พิจารณาเรื่องที่อ่านอย่างละเอียด ลึกซึ้งในด้านต่างๆเป็นการอ่าน ที่ต้องอาศัย ความสามารถในการคิดพิจารณาหาเหตุผลมาประกอบ ซึ่งนับว่าเป็นทักษะด้านการอ่านขั้นสูง จึงควรฝึกฝนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณจะสามารถบอกจุดประสงค์ของผู้เขียนได้ บอกความหมายของคำและสำนวน ในเรื่อง ที่อ่านได้ วิเคราะห์ส่วนต่าง ของเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง ชัดเจน อธิบายกลวิธีการเขียนได้ และบอกคุณค่าของเรื่องที่อ่านได้ประโยชน์ของการอ่าน            


การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร

                                  การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร



ความหมายและความสำคัญของการสื่อสาร

            การสื่อสารจัดเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์    เพราะมนุษย์จะอยู่คนเดียวตามลำพังไม่ได้ ต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นในชุมชนในสังคม ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการติดต่อสื่อสาร การใช้ภาษาจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ในการสื่อสารให้ประสบความสำเร็จ

ความหมายของการสื่อสาร

            การสื่อสาร    หมายถึง การติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยวิธีการต่าง ซึ่งจะทำให้ฝ่ายหนึ่งรับรู้ความหมายของอีกฝ่ายหนึ่งแล้วเกิดผลตอบสนองถ้าเรื่องที่ส่งตรงตามความประสงค์  และตรงตามความหมายที่อยู่ในใจของผู้ส่งสารโดยผู้รับสารก็รับรู้และเข้าใจความหมายได้ถูกต้องครบถ้วน  มีการตอบสนองตรงตามที่ผู้ส่งสารต้องการ ก็นับว่าการสื่อสารนั้นสัมฤทธิผลสมประสงค์       การสื่อสารให้สัมฤทธิผลสมประสงค์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ  แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนปรับปรุงแก้ไขให้สม่ำเสมอต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน

วิธีการสื่อสาร

            การสื่อสารโดยทั่วไปสามารถทำได้หลายวิธี    ซึ่งแต่ละวิธีก็ขึ้นอยู่กับความสะดวก ความเหมาะสม หรือความพอใจของผู้ติดต่อ ซึ่งอาจสื่อสารได้ด้วยวิธีการต่าง ดังนี้1. การสื่อสารโดยการสนทนา 2. การสื่อสารทางจดหมาย 3. การสื่อสารโดยการฟังวิทยุ 4. การสื่อสารด้วยการชมโทรทัศน์            นอกจากการสื่อสารทั้ง 4 วิธีดังกล่าวแล้ว ยังมีวิธีการสื่อสารอื่น อีกมากมาย เช่น การโทรศัพท์ การโทรสาร    เป็นต้น

องค์ประกอบของการสื่อสาร

องค์ประกอบที่สำคัญของการสื่อสารสามารถแบ่งได้ 5 ส่วน ดังนี้1. ผู้ส่งสาร หมายถึง ผู้ต้องการติดต่อ หรือผู้ส่งเรื่องราว ในที่นี้คือชายหนุ่มที่ส่งจดหมายไปถึงหญิงสาว2. ผู้รับสาร หมายถึง ผู้รับการติดต่อ หรือผู้รับเรื่องราว ในที่นี้คือหญิงสาวที่ได้รับจดหมายจากชายหนุ่ม3. สาร หมายถึง เนื้อหาสาระของเรื่องราวที่ติดต่อให้บุคคลอื่นรับรู้ ในที่นี้คือข้อความ        ในจดหมาย4. สื่อ หมายถึง ช่องทางในการส่งสารไปยังผู้รับ ในที่นี้คือ จดหมายที่ผู้ส่งสารส่งไปยังผู้รับ5. ผลตอบสนอง หรือปฏิกิริยาตอบสนอง หมายถึง ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นของผู้รับสาร ซึ่งรับรู้ความหมายของสาร ที่ผู้ส่งสารส่งมาให้และเกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่อสาร ทำให้การสื่อสารสมบูรณ์ ในที่นี้คือ อาการดีใจของหญิงสาว หลังจากได้รับจดหมายฉบับนั้นในขณะที่บุคคล 2 คนติดต่อสื่อสารกัน แต่ละคนสามารถผลัดกันเป็นได้ทั้งผู้รับสารหรือผู้ส่งสารในเวลาเดียวกัน

ภาษาที่ใช้เพื่อการสื่อสาร

ภาษาที่ใช้เพื่อการสื่อสาร แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ1. ภาษาถ้อยคำ หรือวัจนภาษา เป็นภาษาที่สื่อความหมายโดยตรง ได้แก่ คำพูดหรือตัวหนังสือ สัญลักษณ์ที่เขียนแทนคำพูด2. ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำ หรืออวัจนภาษา เป็นภาษาที่ไม่ได้สื่อความหมายโดยตรงแต่ช่วยให้ภาษาถ้อยคำชัดเจนยิ่งขึ้น มนุษย์ใช้ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำที่สำคัญ ได้แก่ การแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง การเคลื่อนไหว การใช้สายตา การใช้น้ำเสียง การใช้มือ การแต่งกาย หรือการใช้วัตถุอื่น ประกอบในการสื่อสาร การสื่อสารด้วยวิธีนี้บางครั้งสะดวกรวดเร็วกว่าใช้ภาษาถ้อยคำสมัยโบราณการติดต่อสื่อสารนิยมใช้วาจา เสียง หรือสัญลักษณ์ในการติดต่อ เช่น ควันไฟ เครื่องหมายต่าง ต่อมาเมื่อมนุษย์เจริญขึ้น การติดต่อกันจึงขยายกว้างออกไป มีการปรับปรุงวิธีการติดต่อสื่อสารให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและชัดเจนขึ้น ปัจจุบันความหมายของการสื่อสารจึงครอบคลุมไปถึงการแสดง การจัดนิทรรศการ ละคร ดนตรี ภาพยนตร์ ภาพนิ่ง การเขียนหนังสือทุกประเภท การกระจายเสียงทางวิทยุ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ เป็นต้น

ทักษะที่สำคัญของการสื่อสาร

            ทักษะทางภาษาที่ใช้เพื่อการสื่อสารปัจจุบันมี    4 ประการ คือ ทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน ถ้าขาดทักษะอย่างใดอย่างหนึ่งการสื่อสารจะไม่สมบูรณ์    หรืออาจไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร  หลังจากได้ศึกษามาถึงตอนนี้ จะเห็นว่าการสื่อสารที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวิธีการสื่อสารในชีวิตประจำวัน    ภาษาที่ใช้เพื่อการสื่อสารเข้าใจถึงองค์ประกอบที่จำเป็นและสามารถบอกได้ว่าการสื่อสารโดยทั่วไปหากจะให้ได้ผลสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว  ควรมีทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน ถ้ามีความเข้าใจด้านภาษาเป็นเบื้องต้นแล้วก็จะช่วยให้สื่อสารได้ฉับไว และมีประสิทธิภาพในที่สุด

 ทักษะด้านการฟัง

จุดมุ่งหมายของการฟัง


            การฟังจะประสบผลสำเร็จได้    ต้องมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนชัดเจน จุดมุ่งหมายการฟังแต่ละครั้งจะแตกต่างกันการฟังเพื่อจับใจความสำคัญ       ใจความสำคัญมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่าประเด็นสำคัญของเนื้อเรื่อง ข้อใหญ่ใจความ แก่นสารสาระสำคัญ ความคิดหลัก และมีลักษณะเป็นข้อความโดยสรุปที่เป็นแก่นแท้ของสารหรือความคิดที่เป็นหลักสำคัญของสารนั้น ๆการฟังเพื่อความรู้

การฟังเพื่อความรู้ 

ได้แก่การฟังเรื่องราวที่เป็นวิชาการ ข่าวสาร และข้อแนะนำต่าง การฟังเพื่อความรู้จำเป็นต้องฟังให้เข้าใจและจดสาระสำคัญได้    ฉะนั้นจึงต้องฟังโดยตั้งใจฟัง โดยมีสมาธิ จึงจะบรรลุจุดมุ่งหมายในการฟัง ความรู้ที่ได้รับในการฟังแต่ละครั้ง ต้องอาศัยความรู้เดิมหรือประสบการณ์เดิมด้วย จึงจะทำให้เข้าใจเรื่องนั้น ดีขึ้น และต้องแยกให้ได้ว่าตอนใดเป็นความรู้สึกนึกคิดตอนใดเป็นข้อเท็จจริง หรือตอนใดเป็นความคิดเห็นของผู้พูด

การฟังเพื่อความบันเทิง

               การฟังเพื่อความบันเทิง    คือการฟังเรื่องราวที่สนุกสนานเพลิดเพลิน ทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียดช่วยให้จิตใจเบิกบานแจ่มใส ลืมความกังวลต่าง ได้    การฟังเพื่อความบันเทิง ผู้ฟังอาจเกิดอารมณ์และความรู้สึกเพลิดเพลินเมื่อได้ฟังเสียง อาจเป็นเสียง มนุษย์ เสียงดนตรี  เสียงธรรมชาติ หรือการได้ฟังเรื่องราวที่พอใจ การฟังเสียงอ่านหนังสือนิยาย  อ่านทำนองเสนาะ เป็นต้น

การฟังเพื่อแสดงความคิดเห็น

              การฟังเพื่อแสดงความคิดเห็น ทุกคนมีอิสระในการคิด หากความคิดนั้นได้ผ่านการไตร่ตรองตามขั้นตอนที่เหมาะสมแล้วก็ควรเป็นที่พอใจ การแสดงความคิดเห็นเป็นกระบวนการ  เกี่ยวข้องกับการประเมินคุณค่าของสาร โดยปรกติแล้วมนุษย์ย่อมมีความคิดอยู่ตลอดเวลา แล้วถ่ายทอดความคิดนั้นเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียนตามกาลเทศะอันควรที่ตนพอใจหรือเหมาะสม ฉะนั้นการฟังเพื่อแสดงความคิดเห็นจึงเป็นการฟัง เพื่อแสวงหาเหตุผลและข้อเท็จจริง

การฟังเพื่อการวิเคราะห์

     การวิเคราะห์    คือ การแยกแยะส่วนต่าง ของสารออกมาพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน นับว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญมากเพราะผลของการวิเคราะห์ เราจะนำไปวินิจ วิจารณ์และวิพากษ์ในลำดับต่อไปประโยชน์ของการฟังเพื่อการวิเคราะห์ การฟังเพื่อการวิเคราะห์มีประโยชน์ต่อผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง เพราะผลของการวิเคราะห์เราจะนำไปวินิจ วิจารณ์  และวิเคราะห์ในโอกาสต่อไป การวิเคราะห์ทำให้ผู้ฟังต้องใช้วิจารณญาณ และแยกแยะส่วนต่าง  ของสารออกพิจารณาอย่างละเอียด

ประเภทของสาร

ในการแบ่งประเภทของสารโดยยึดเนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญนั้น สามารถแบ่งได้ 3 ประเภท ได้แก่
  1.  สารที่ฟังแล้วให้ความรู้
  2.  สารที่ฟังแล้วเกิดการโน้มน้าวใจ
  3. สารที่ฟังแล้วเกิดการจรรโลงใจ
                 การฟังอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์นั้น ผู้ฟังต้องตั้งจุดมุ่งหมายของการฟังแต่ละครั้งให้ชัดเจนเช่นจะฟังเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว    หรือฟังแล้วได้ความรู้ แนวคิดไปด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและจุดมุ่งหมายของผู้ฟังนั่นเอง